ศัพท์ไอทีน่ารู้: TFT (Thin Film Transistor)

 
ศัพท์ไอทีวันนี้ขอเสนอคำว่า TFT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กับมอนิเตอร์จอแบนที่ใช้ LCD ก่อนอื่นเรามาดูคำเต็มของคำๆ นี้ดีกว่า TFT ย่อมาจากคำว่า Thin-Film Transistor ซึ่งเวลาเลือกซื้อจอ LCD เราจะเห็นคำนี้โผล่ในรายละเอียดของคุณสมบัติด้วย
โดยพื้นฐานของจอ LCD จะประกอบด้วย “พิกเซล” หรือองค์ประกอบภาพขนาดเล็กที่มีอยู่มากมายจนแทบนับไม่ถ้วน ซึ่งแต่ละพิกเซลยังจะประกอบขึ้นมาจากแผ่นชั้นบางๆ ประกบคู่กันโดยตรงกลางเป็นผลึกเหลว (liquid crystals)
เมื่อ TFT ได้รับการชาร์จประจุไฟฟ้า ผลึกเหลวจะเรียงตัวให้แสงเล็ดลอดผ่านไปได้ดังรูป
ปกติผลึกเหลวที่ตรงกลางจะทำให้แสงหักเหอย่างไม่มีทิศทาง ดังนั้นมันจึงไม่มีแสงออกมาจากในแต่ละพิกเซล แต่เมื่อหน่วยย่อยๆ เหล่านี้ได้รับการชาร์จประจุไฟฟ้าเข้าไป พวกมันก็จะเกิดการเรียงตัว ซึ่งเปิดโอกาสให้แสงสามารถเล็ดลอดออกมาได้ และนี่คือที่มาของชื่อเรียกทรานซิสเตอร์ชนิดฟิล์มบาง หรือ TFT นั่นเอง และเนื่องจากด้วยความที่พวกมันประกอบด้วยชั้นบางๆ ดังนั้น แสงจึงสามารถผ่านพวกมันออกไปได้ โดยมันจะมี TFT 1 ตัวต่อพิกเซล และทุกตัวจะเชื่อมต่อกันหมดเป็น “Active Matrix” ซึ่งเป็นศัพท์อีกคำหนึ่งที่ตามมาหลังจากคำว่า TFT และปรากฏอยู่ในสเป็กจอ LCD เช่นเดียวกัน
ลักษณะการต่อเชื่อมระหว่าง TFT ทั้งหมดจะเป็นเมตริกซ์ (มีทั้งแถว และหลัก) ดังรูป
กล่าวโดยสรุป TFT จะทำหน้าที่เหมือนกับสวิตช์เปิดปิดแสงจากด้านหลังให้ผ่านออกมาย ังพิกเซลต่างๆ ที่ปรากฎบนหน้าจอ LCD นั่นเอง
ที่มา arip.co.th

ในปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งต้องเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่ในปีนี้ ผู้บริหารบริษัทต้องควบคุมงบประมาณสำหรับไอทีให้รอบคอบยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะสาหัสเพียงใดก็ตาม บริษัทน้อยใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาไอที ดังนั้น ทาง eWEEK จึงได้แนะนำ 5 เทคโนโลยีที่บริิษัทขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME ควรจับตามอง อันได้แก่

  1. Cloud Computing
  2. Virtualization
  3. Notebook/Netbook
  4. Open Source Software
  5. Social Network

1.Cloud Computing

Cloud Computing หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆจะช่วยให้บริษัทสามารถเช่าระบบสารสนเทศขององค์กร ขนาดใหญ่ด้วยการลงทุนต่ำได้ และยังมีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบสารสนเทศตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ผู้ให้บริการกลุ่มเมฆจะจัดเตรียมบริการไว้หลากหลาย อาทิเช่น บริการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์, บริการโฮสต์ระบบสารสนเทศ, และบริการเว็บแอพพลิเคชัน (หรือ SaaS) โดยบริษัทสามารถเลือกบริการที่เหมาะกับความต้องการ และสามารถจ่ายค่าบริการตามที่ใช้งานจริงได้

2.Virtualization

เทคโนโลยี virtualization สามารถช่วยลดต้นทุนสำหรับการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกินความจำเป็นและ ยังช่วยประหยัดค่าดูแลรักษาได้ อีกทั้งช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย โดยเทคโนโลยี virtualization สามารถทำให้คอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องทำงานได้หลากหลายมากขึ้น จากการติดตั้งคอมพิวเตอร์เสมือนหลายๆเครื่องไว้บนคอมพิวเตอร์จริงเครื่อง เดียว ยกตัวอย่างเช่น การใช้วิธีการรวมระบบ (consolidation) จะช่วยประหยัดงบในการรันระบบสารสนเทศได้เป็นอย่างมาก ลองดูตัวอย่่างหนึ่งได้ที่ข่าวเก่า

3.Notebook/Netbook

จากข่าวเก่า โดยคุณ pawinpawin ยอดจำหน่ายโน้ตบุ๊คในหลายประเทศได้แซงหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปแล้ว ด้วยขนาดเล็กจึงกินพื้นที่ทำงานน้อย เคลื่อนย้ายสะดวก ประหยัดไฟ และยังมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มากไปกว่านั้นคือ ราคาที่ถูกลงไปมากกว่าเมื่อก่อน โน้ตบุ๊คจึงเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองสำหรับยุคนี้ ส่วนเน็ตบุ๊คก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา ซึ่งสามารถทำให้องค์กรประหยัดงบไปได้มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น eWEEK ก็ได้แนะนำว่า อย่าคำนึงแต่ราคาที่ถูกเพียงอย่างเดียว เพราะโน้ตบุ๊คหรือเน็ตบุ๊คคงมีความสามารถสู้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไม่ได้ เราจึงควรเลือกคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานที่จะเอาไปใช้ด้วย

4.Open Source Software

ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสามารถช่วยบริษัท SME ประหยัดงบไอทีได้เป็นอย่างมาก แม้ในบางกรณี บริษัทอาจต้องลงทุนกับค่าติดตั้ง ดูแลรักษาและค่าอบรม แต่ในภาพรวมแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับโอเพนซอร์ส ยังถือว่าน้อยกว่าซอฟต์แวร์เพื่อการค้าเป็นอย่างมาก

5.Social Network

บริษัท SME สามารถนำ social network (เช่น Facebook และ hi5) ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทา่งธุรกิจได้ ด้วยสาเหตุที่ social network คือช่องทางการเข้าถึงผู้คนหรือลูกค้าได้ในวงกว้าง และบริษัทไม่ต้องเสียงบในการสมัครใช้บริการเลย ทั้งนี้ บริษัทสามารถใช้ social network ในการติดต่อกับลูกค้าหรือพนักงานของบริษัท และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้

ตามที่ eWEEK รายงานนี้ มีเทคโนโลยีถึง 3 ตัวด้วยกันที่ตรงกับที่การ์ตเนอร์เคยได้วิเคราะห์ไว้ในรายงาน 10 กลยุทธ์เทคโนโลยีแห่งปี 2009 [ข่าวเก่า] นั่นคือ cloud computing, virtualization และ social network

ที่มา - eWEEK

ใครเขาใช้ Linux กัน?

posted on 14 Jan 2009 12:58 by nitro  in Computer
 

ช่วงนี้ใน blognone มีการถกกันเรื่อง Linux ติด ๆ กันสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อมีคนตั้งคำถามว่า "ลินุกซ์ในปัจจุบันสามารถใช้แทนวินโดว์ได้อย่างสนิทใจหรือไม่(ในการใช้งานสำหรับพนักงาน ข้าราชการ บุคคลทั่วไป และนักเรียน นักศึกษา" ก็มีคนมาตอบกันอย่างล้นหลามจนถึงตอนนี้ และ ประเด็นก็ร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคุณ infernohellion เข้ามาโพสต์ข่าวในหัวข้อ "รัฐบาลเวียดนามออกคำสั่ง หน่วยงานต้องใช้ Linux ทั้งหมด!" ทีแรกผมคิดจะร่วมวงสนทนาในหัวข้อข่าวเหมือนกัน แต่เขียนไปเขียนมายาว เลยมาเขียนเป็นบล็อกดีกว่า

การถกกันในหัวข้อเรื่อง "Linux" ก็หนีไม่พ้นประเด็น Windows vs. Linux ที่ถกกันกี่ครั้ง ๆ สุดท้ายก็กลายเป็นสงครามย่อย ๆ ทุกครั้งไป (เคยเห็น Apple vs. PC ซึ่งก็คือ Mac OS vs. Windows อยู่บ้าง แต่ไม่เคยเห็น Mac OS vs. Linux แฮะ) สาเหตุก็เพราะว่า ทุกคนมีจุดยืนและความเชื่อของตัวเอง ไม่ว่าฝ่ายไหนจะอ้างเหตุผลยังไง อีกฝ่ายก็ไม่ฟังอยู่ดี (ผมหมายถึงทั้งสองฝ่าย และตัวผมเองด้วย) บทสรุปของผมในเรื่องนี้คือ "ตัวใครตัวมัน" แม้ผมจะคิดว่า Linux ในตอนนี้ใช้ง่ายกว่า, ดูแลง่ายกว่า, effective กว่า Windows แต่มันก็เป็นอะไรที่ subjective และสำหรับคนที่ใช้ Windows ยังไงผมก็ทำให้เขาเชื่อผมไม่ได้

ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่า OS ไหนดีกว่ากัน ระหว่าง Linux กับ Windows คือ ทำไมมีหน่วยงานรัฐบาลหลาย ๆ ประเทศ (รวมถึงประเทศไทยด้วย) พยายามที่จะใช้ Linux และ Open Source และทำไมหน่วยงายในประเทศอื่น ๆ ทำสำเร็จ แต่หน่วยงานในประเทศไทย ไม่เห็นวี่แววของความสำเร็จอแม้แต่น้อย ?

ก่อนอื่นเรามาดูข้อมูลกันก่อนครับว่า มีหน่วยงานรัฐบาลของประเทศไหนใช้ Linux กันบ้าง ...

 

imageตามข้อมูลใน Linux in Government ของ Linux Online จะเห็นได้ว่ามีหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกประมาณ 40 หน่วยงาน เลือกใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการหลักของหน่วยงาน ทั้งในประเทศที่เจริญแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนา และผมเชื่อว่าจำนวนหน่วยงานเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบยุโรป เมื่อทาง EU ออกมาให้ท้าย Open Source กลาย ๆ ว่า Open Source มีผลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และล่าสุดทางรัฐบาลเวียดนามก็ประกาศใช้ Linux แบบยกแผง (ตามข่าวใน blognone) ซึ่งเราก็ต้องรอดูผลงาน ว่ารัฐบาลเวียดนามจะประสบความสำเร็จเพียงใดในเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อมั่นว่าทางรัฐบาลเวียดนามจะทำสำเร็จ เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

สำหรับเหตุผลที่หน่วยงานของรัฐหันมาใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการหลัก ผมคิดว่ามีด้วยกันหลายเหตุผล แต่เหตุผลที่มีการอ้างถึงกันมากคือ

1 ค่าใช้จ่าย
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมองการณ์ไกลกันพอสมควร แม้ว่า Linux จะเป็นระบบปฏิบัติการแบบ Open Source ที่นำมาใช้ได้เลย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่เอาเข้าจริง เวลานำมาใช้งานในองค์กรณ์ใหญ่ ๆ ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน Linux ไม่ได้น้อยกว่าการใช้งาน Windows เลย เพราะต้องมีการย้ายข้อมูล และต้องมีการฝึกอบรบพนักงาน แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นการจ่ายครั้งดียว หลังจากทุกอย่างลงตัว หน่วยงานก็แทบไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ อีกเลย

2 ความเป็นอิสรภาพของหน่วยงาน
สำหรับเรื่องนี้ หลาย ๆ หน่วยงานให้ความสำคัญมากกว่าเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่ายเสียด้วยซ้ำ ลองคิดดูครับว่า หากข้อมูลที่สำคัญสำหรับหน่วยงาน หรืออาจถึงขั้นระดับประเทศ ต้องขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีสิทธิดูข้างใน ไม่มีสิทธิแก้ไขใด ๆ แล้วเกิดวันหนึ่ง คุณมีปัญหากับเจ้าของระบบปฏิบัติการ คุณจะทำอย่างไร เหตุผลนี้เป็นเหตุผลเดียวกับ ทำไมยุโรปถึงต้องมีระบบ Galieo 

3 เสถียรภาพของระบบ และการดูแล แน่นอนครับว่า ระบบการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ต้องการระบบปฏิบัติการที่มีเสถียรภาพที่สูง ผมถามเล่น ๆ ครับ ว่าใครคิดว่า Windows เป็นระบบปฏิบัติการที่มีเสถียรภาพบ้าง ผมคิดว่าคนใช้ Windows ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น เมื่อระบบมีเสถียรภาพที่ดี การดูแลก็น้อยลง ค่าใช้จ่ายก็น้อยลง นี่ยังไม่พูดถึง tools ที่ใช้ในการดูแลระบบเครื่อข่ายใหญ่ ๆ นะครับ

imageแม้ ว่าผมเองจะใช้ Linux ในการทำงาน และใช้งานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่า Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่เหมาะสำหรับทุกคน หรือทุกงาน แต่ในกรณีของหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานส่วนตัว การตัดสินใจต่าง ๆ ก็ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ด้วย ซึ่งเมื่อพิจรณาในเหตุผลด้านต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว การนำ Linux มาใช้งานในหน่วยงานรัฐบาลจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ และใช่ว่ารัฐบาล หรือหน่วยงานราชการไทย ไม่เคยคิดที่จะนำ Linux มาใช้งานจริงครับ แต่คิด และพยายามทำหลายรอบแล้ว แต่ไม่สำเร็จต่างหาก ดังจะเห็นได้จาก ความพยายามในการผลักดันโครงการเกี่ยวกับ Linux และ Open Source โครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Linux TLE, Office TLE, ซีดี สุริยัน จันทรา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมโครงการเกี่ยวกับ Linux หรือ Open Source ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง (ทั้ง SIPA และ NECTEC) สาเหตุของเรื่องนี้กว้างมาก ซึ่งผมคนเดียวคงหาคำตอบไม่ได้ทั้งหมด แต่ผมคิดว่าประเด็นหลักของเรื่องนี้คือ โครงการต่าง ๆ ข้างต้น เป็นโครงการที่เน้นให้ประชาชนโดยทั่วไปนำไปใช้งาน และเมื่อนำไปใช้ก็เกิดปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง ใช้งานโปรแกรมไม่เป็น ไม่ถนัด ไม่รู้โปรแกรมไหนใช้ทำอะไร ติดตั้งโปรแกรมยังไง ฯลฯ

แม้ว่าผมจะพูดเสมอว่า Linux ใช้งานง่าย แต่การปรับตัวจาก Windows มาใช้งาน Linux ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรม บางทีคนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์มาก่อน อาจใช้ Linux เป็นเร็วกว่าคนที่ใช้ Windows มาก่อน ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ต้องการการสนับสนุน (support) มากมายหลายด้าน ทั้งเอกสาร และการให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ขาดหายไป ในโครงการเหล่านั้น

ผมไม่แน่ใจว่าหากมีโครงการทำนองนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะมันเป็นงานช้าง ที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน และโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ Linux และ Open Source ในต่างประเทศก็ไม่ได้มีลักษณะแนวทางอย่าง Linux TLE หรือ Office TLE ที่พัฒนาปรับแต่งซอพท์แวร์ให้เหมาะสมกับคนในประเทศ แล้วรณรงค์ให้คนทั่วไปใช้งาน แต่จะเป็นไปในลักษณะของการนำ Linux หรือ Open Source ที่มีอยู่แล้ว มาใช้งานจริงในหน่วยงานของรัฐมากกว่า ซึ่งโครงการลักษณะนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีสูงกว่ามาก เพราะขอบเขตของโครงการแคบกว่า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ใช้ (ซึ่งก็คือคนที่ทำงานในหน่วยงาน) หรือซอพท์แวร์ที่ทางหน่วยงานต้องการ ทำให้การฝึกอบรม หรือการซัพพอร์ททำได้ง่ายกว่า อีกทั้งปัญหาคลาสสิคอย่างการติดตั้ง หรือการหาไดรเวอร์ก็คงตกไป เพราะหน่วยงานขนาดใหญ่ก็ควรจ้างบริษัทมาติดตั้งให้ และสามารถกำหนดฮาร์ทแวร์ที่เหมาะสมได้

image แต่ทั้งนี้ แนวคิดที่จะนำ Linux มาใช้ในหน่วยงานราชการไทย ก็ใช่ว่าเราจะทำได้สำเร็จอย่างประเทศอื่น ๆ เพราะประเทศไทย เป็นประเทศที่ไม่เหมือนใคร (ขนาดประชาธิปไตยยังไม่เหมือนใครเลย) อุปสรรคที่สำคัญที่สุด น่าจะเป็นวิสัยทัศน์ และความเข้าใจของคนในระดับผู้บริหาร (ทุกอย่างในหน่วยงานขึ้นอยู่กับสิ่งนี้) หรือหากหน่วยงานใดโชคดี ได้ผู้บริหารวิสัยทัศน์ก้าวไกล เข้าใจ Open Source ผ่านไปสามปี ทุกอย่างก็จบ ผู้บริหารคนใหม่มา นโยบายก็ต้องเปลี่ยนตาม ดังนั้นโอกาสที่ Linux จะเกิดในหน่วยงานราชการไทย บอกได้เลยครับว่ายาก ยากพอ ๆ กับโอกาสเกิดประชาธิปไตย (แบบสากล) ในประเทศไทย

สมมติเล่น ๆ ครับ ว่าวันนึงหน่วยงานราชการ และสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด หันมาใช้ Linux คุณคิดว่าจำนวนคนใช้ Linux ที่บ้านจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ? แล้วใครจะหันมาใช้ Linux บ้าง ? แต่ผมว่ามันเป็นเหตุการณ์สมมติที่เพ้อเจ้อนะ

ที่มา : http://www.biolawcom.de/?/blog/867

edit @ 14 Jan 2009 18:49:19 by nitro

ซงซึงฮอน (East of Eden) คิมมยองมิน (Beethoven Virus) ดงบังชินกิ (TVXQ!) สุดยอดสตาร์ ประจำปี 2008

user posted image

หนังสือพิมพ์ฮันกุกแจคยอง ได้ทำผลสำรวจความนิยมในตัวบรรดาสตาร์ของเกาหลี
ภายใต้หัวข้อที่มีชื่อว่า '5 อันดับแรกของสตาร์ที่คุณเลือกประจำปี 2008'
โดยในผลสำรวจครั้งนี้ก็มีผู้คนให้ความสนใจร่วมลงคะแนนกันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 เวลา 10.30 น. มีการเปิดเผยรายชื่อสตาร์ทั้งหมด 5 สาขา
ประกอบไปด้วย นักร้อง, นักแสดง, คนบันเทิง, แก๊กแมน และ คนกีฬา ซึ่งจนถึงเวลานี้ในตำแหน่ง 'สุดยอดสตาร์'
อันดับที่ 1 ตกเป็นของ ซงซึงฮอน (Song Seung Heon)
อันดับที่ 2 คิมมยองมิน (Kim Myung Min)
และ ดงบังชินกิ (Dong Bang Shin Ki, TVXQ!) ในอันดับที่ 3

ในหมวดหมู่ของนักร้องนั้นมีผู้ลงคะแนนทั้งหมด 44,461 คน
อันดับ 1 คะแนน 43,872 ตกเป็นของ ดงบังชินกิ (52.9%),
อันดับที่ 2 ตกเป็นของเจ้าของเพลง So Hot และ Nobody อย่าง Wonder Girls (29,472 คะแนน หรือ 35.5%)
ทิ้งห่างอันดับที่ 3 และ 4 อย่าง บิ๊กแบง (BIGBANG) และ อีฮโยริ (Lee Hyori) ที่ทำคะแนนได้เพียง 5% และ 4% เท่านั้น

หมวดของนักแสดงนั้นมีผู้เข้าร่วมโหวต 72,104 คน
เทคะแนนให้อันดับที่ 1 กับ ซงซึงฮอน จากละครเรื่อง East of Eden กว่า 46,387 คะแนน
ตามด้วยอันดับ 2 อย่าง คิมมยองมิน จากละครเรื่อง Beethoven Virus ที่ 28,704 คะแนน
ถัดมาในอันดับที่ 3,4,5 อย่าง คิมแทฮี (14.7%), จอนโดยอน (6.5%) และ มุนกึนยอง (3.1%) ตามลำดับ

มาในหมวดแก๊กแมนกันบ้าง ผู้โหวต 29,451 คน
ลงคะแนนให้อันดับที่ 1 ชินบงซอน ได้ไปด้วยคะแนน 17,114 คะแนน
ถัดมากับอันดับที่ 2 อย่าง คิมบยองมัน ที่ 8,859 คะแนน

ส่วนคนบันเทิงนั้น ผู้ร่วมโหวต 30,392 คน
ผู้ที่คว้าอันดับที่ 1 ไปได้คือพิธีกรสุดฮ็อต ยูแจซอก (20,225 คะแนน)
และอับดันที่ 2 เพื่อนร่วมวงการอย่าง คังโฮดง (13,420 คะแนน) ก็สามารถคว้าไปได้เช่นกัน

ท้ายสุดในหมวดของนักกีฬา
ผู้ที่คว้าอันดับที่ 1 ไปไต้คือนักกีฬายกน้ำหนักเหรียญทองโอลิมปิค กรุงปักกิ่ง จางมิรัน (15,118 คะแนน)
ถัดมาอันดับที่ 2 รยูฮยอนจิน (7,517 คะแนน)
และ คิมยอนอา นักสเก็ตชื่อดัง (6,894 คะแนน) คว้าอันดับที่ 3 ไป

อนึ่ง ในผลสำรวจ '5 อันดับแรกของสตาร์ที่คุณเลือกประจำปี 2008' ผู้ที่คว้ารางวัล 'สุดยอดสตาร์'
นั้นจะได้รับรางวัลจากทางสำนักพิมพ์ไปด้วยเช่นกัน
ซึ่งผลคะแนนนั้นจะยังคงดำเนินการเก็บรวบรวมต่อไปจนถึงวันที่ 29 ธันวาคมนี้
ทันทีที่ปิดโหวตจะมีการประกาศรางวัลผู้ได้อันดับ 1 ในทันที

ผลคะแนนปัจจุบันสามารถดูได้ที่ (http://ent.jknews.co.kr/star/2008award_result.php)

ที่มา : PINGBOOK ENTERTAINMENT - http://www.pingbook.com